อนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา: จากความขัดแย้งสู่ความสัมพันธ์อันยั่งยืน
"จริงๆ แล้วปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ไม่ได้มีแค่กรณีพื้นที่เขาพระวิหาร เรายังมีความสัมพันธ์กันในระดับต่างๆ อีกมากมาย การแก้ไขปัญหาในปัจจุบันควรก้าวให้พ้นไปจากแนวคิดชาตินิยมในอดีต ทลายกำแพงในใจ ลดเงื่อนไขความขัดแย้งลงให้มากที่สุด และร่วมกันแสวงหายุทธศาสตร์ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนไปสู่อนาคต โดยเฉพาะการคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาชน การเน้นมิติทางวัฒนธรรมให้มากขึ้นน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด"
อนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา: จากความขัดแย้งสู่ความสัมพันธ์อันยั่งยืน
การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ทั้ง 2 ฝ่ายนำคนออกจากพื้นที่พิพาท จากนั้นเตรียมพร้อมทำแผนที่ตามสนธิสัญญา นักวิชาการย้ำ ละวางอคติชาตินิยม ก้าวข้ามเส้นพรมแดนในใจ ภาคประชาชนแนะให้ใช้สายสัมพันธ์ที่ดีนำการค้า พัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ ดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม เน้นความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรม มุ่งสู่ความสัมพันธ์เพื่อการอยู่ร่วมกันในอนาคต
กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง "อนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา: จากความขัดแย้งสู่ความสัมพันธ์อันยั่งยืน" เมื่อวันพฤหัสที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ณ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวิทยากรเสวนาจากหลายภาคส่วนทั้งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ผู้รับผิดชอบในการเจรจาทวิภาคี นักวิชาการ ภาคธุรกิจที่ทำการค้าในแถบชายแดนไทย-กัมพูชา นักลงทุนในประเทศกัมพูชา และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานข้ามชาติ
กลไกการแก้ไขโดย 2 กรอบการเจรจา
นายอนุสนธิ์ ชินวรรโน อธิบดีกรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่นำมาสู่กรอบการเจรจาว่า ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาในเรื่องเส้นเขตแดนมีมาโดยตลอด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทำให้ชัดเจนว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ในปัจจุบันมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา (JBC) ขึ้นเพื่อเจรจา แต่สถานการณ์ในปัจจุบันมีความยุ่งยากขึ้นเนื่องจากมีการเผชิญหน้าของทั้ง 2 ฝ่ายตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 51 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยพยายามสร้างกลไกการเจรจาทวิภาคี เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหาร และสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติด้วยกลไกของทั้ง 2 ฝ่าย โดยไม่ต้องนำปัญหาเข้าสู่เวทีโลก
นายวีรชัย พลาศรัย อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ 2 กรอบการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน กรอบแรก เป็น "ข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนบริเวณเขาพระวิหาร" กรอบนี้เป็นมาตรการชั่วคราวร่วมกันสำหรับลดความตึงเครียดและลดการเผชิญหน้าทางทหารของทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างรอการจัดทำเขตแดน โดยมีสาระสำคัญของข้อตกลง ให้แต่ละฝ่ายปรับลดกำลังออกจากพื้นที่วัดแก้วสิขาคีรีสะวารา พื้นที่รอบวัด และประสาทพระวิหาร มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การจัดชุดประสานงานชั่วคราวจากหน่วยงานของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่วัด รวมทั้งกำหนดให้เตรียมพื้นที่ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับเจ้าหน้าที่ JBC จะเข้าไปสำรวจและจัดทำเขตแดน
ส่วนกรอบที่สอง เป็นการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตลอดแนว โดยกรรมมาธิการของเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ให้เป็นไปตามเอกสารดังนี้ 1. อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รศ.122 ( ปี ค.ศ.1904) 2. สนธิสัญญาระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส กับพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้าย ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพมหานครวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 (ค.ศ.1907) เมื่อมีการปักปันเขตแดน และปักหลักเขตตามเอกสารดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว จึงจะมีการจัดทำแผนที่ขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนฯ ต่อไป
ผู้เข้าร่วมเสวนาท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ในพื้นที่พิพาทคนไทยไม่สามารถเข้าไปได้ แต่คนกัมพูชายังตั้งหมู่บ้านอยู่ จึงควรรีบดำเนินการให้นำคนออกจากพื้นที่พิพาทให้เร็วที่สุด เนื่องจากล่าสุดทางกัมพูชาไปบอกว่าหมู่บ้านดังกล่าวเป็นหมู่บ้านคู่ขนานกับประสาทพระวิหาร หากไม่รีบดำเนินการ อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจา นอกจากนี้ยังมีผู้แสดงความคิดเห็นว่า ไม่ควรนำแผนที่ฝรั่งเศส ที่กัมพูชานำมาใช้ เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับแผนที่ดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้ทางกัมพูชาขยายอาณาเขตเดิมออกมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศยืนยันว่า เส้นแบ่งเขตแดนไม่ได้เป็นไปตามแผนที่ของกัมพูชา และไม่ได้ยอมรับ ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังไม่มีแผนที่ใดๆ เนื่องจากต้องดำเนินการเป็นไปตามกรอบการเจรจาดังที่กล่าวไปแล้ว
ละวางชาตินิยม-มุ่งสู่ความสัมพันธ์เพื่อการอยู่ร่วมกันในอนาคต
ในมุมมองของนักวิชาการ อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรามีปัญหาความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆกับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด คนไทยถูกทับซ้อนด้วยประวัติศาสตร์เรื่องชาตินิยม และการเสียดินแดน ปัญหาความสัมพันธ์เริ่มมาจากการกำเนิดรัฐของสยาม ที่ระบอบอาณานิคมนำความคิดเส้นแบ่งเขตอำนาจรัฐเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้เรามีเส้นเขตแดน จากที่แต่เดิมเราสามารถเดินทางไปที่ใดได้โดยไม่ต้องมีการขีดเส้นแบ่ง แต่เมื่อมีการปักเขตแดน เรามีการเสียเปรียบหลายครั้ง รัชกาลที่ 5 ได้พยายามแก้ไข โดยนำไปสู่สนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1904 และปี ค.ศ. 1907 มีการปักปันเขตแดนจากคณะกรรมการร่วมของฝรั่งเศสและไทย ซึ่งเป็นจุดกำเนิดรัฐสยามขึ้นในแผนที่ของโลก โดยรัชกาลที่ 5 ได้ให้สัตยาบันยอมรับเส้นเขตแดนดังกล่าว เพื่อนำพาไทยออกจากวิกฤตในขณะนั้น ทำให้ประเทศได้รับการรับรองโดยมีเส้นเขตแดนประเทศรองรับ
ที่ผ่านมาไทยมีการพยายามเรียกร้องดินแดนคืนหลายครั้ง จนได้ขึ้นศาลระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2505 ซึ่งศาลตัดสินว่าปราสาทตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยกัมพูชา แต่ไม่ได้ระบุว่าอาณาเขตที่กัมพูชาตั้งอยู่นั้นมีอาณาเขตแค่ไหน แม้กระทรวงต่างประเทศไทยได้ทำคำสงวนสิทธิขึ้นในตอนนั้น แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้มีการดำเนินการโต้แย้งใดๆ และ ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เราต้องยอมรับสนธิสัญญา 2 ฉบับดังกล่าว เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ควรมองไปสู่อนาคตมากกว่าอดีต ขณะนี้อาจเป็นเงื่อนไขที่ดีที่เราจะแสวงหาแนวทางการอยู่ร่วมกัน วางยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างกันในอนาคต พ้นไปจากแนวคิดชาตินิยมอย่างสุดโต่ง เพราะเรายังมีความสัมพันธ์ในมิติอื่นอีกมากทั้งทางธุรกิจ ทางวัฒนธรรม ควรเป็นความสัมพันธ์ที่ลุ่มลึกมากขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติต่อไป
ก้าวพ้นเส้นพรมแดนในใจ
อาจารย์อัครพงษ์ ค้ำคูณ อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่าส่งผลกระทบกับคนที่อยู่ชายแดนมาก เพราะถ้าด่านปิด คนที่เคยเดินไปมาหาสู่กัน รวมทั้งคนที่ทำการค้าจะส่งผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง ขณะที่คนที่อยู่กรุงเทพฯ หรือที่อื่นไม่ได้เดือดร้อน จึงไม่อยากให้การขีดเส้นแบ่งประเทศ กลายเป็นการสร้างเส้นพรมแดนขึ้นในใจ เพราะก่อนหน้าที่จะมีการสร้างแผนที่ คนตรงบริเวณชายแดนนั้น ก็คือพี่น้องกัน มีวัฒนธรรมร่วมกัน พูดภาษาเดียวกัน และความหมายของเส้นเขตแดนสำหรับคนในพื้นที่ คือเป็นศูนย์กลางที่คน 2 ฝ่ายจะมาพบกัน จึงอยากจะให้เข้าใจในเชิงวัฒนธรรมมากกว่าจะดูเส้นแบ่งพรมแดน เพราะหากจะมาโต้แย้งกันในเชิงประวัติศาสตร์ ในเรื่องเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน การเขียนประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศก็เขียนกันไปคนละเรื่อง
สายสัมพันธ์นำการค้า
ในส่วนตัวแทนภาคธุรกิจการค้าชายแดน และนักลงทุนในประเทศกัมพูชา ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน ไทยลงทุนในกัมพูชาเป็นอันดับที่ 6 โดยมีจีนเป็นอันดับที่ 1 และเกาหลีใต้เป็นอันดับที่ 2 โดยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 5-6 หมื่นล้านต่อปี ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าด้านอุปโภคบริโภค และประเทศไทยยังเข้าไปทำ Contract farming โดยไปลงทุนปลูกพืชเศรษฐกิจเช่น มันสำปะหลัง ในประเทศกัมพูชา เป็นความร่วมมือทางการค้าและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ที่ช่วยให้ชาวบ้านได้มีรายได้ ไม่ต้องเดินทางออกมาค้าแรงงานในประเทศอื่น โดยที่ฝ่ายไทยก็ได้ประโยชน์จากผลผลิตดังกล่าว นอกจากนี้นักธุรกิจไทยยังได้เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกหลายอย่างอาทิ โรงปูน โรงถลุงเหล็ก โรงแรม โรงไฟฟ้า ธุรกิจคมนาคม เป็นต้น
นางดวงใจ จันทร รองประธานหอการค้าจังหวัดตราด กล่าวว่า หากสามารถเลี่ยงการทะเลาะกันได้จะดีกว่า เพราะถ้าเกิดปัญหาจะมีผลกระทบกับการค้าชายแดนมาก และกว่าจะฟื้นความสัมพันธ์ให้เหมือนเดิมต้องใช้เวลา สำหรับการอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านสิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี ความสนิทสนม คุ้นเคยเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าจะเอากฎหมายมาพูดคุยกันอย่างเดียวคงไม่สำเร็จ การมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันทำให้คุยกันได้ง่ายกว่า และต้องเข้าใจว่ากัมพูชาไม่ได้ต้องการทำสงคราม แต่ต้องการความช่วยเหลือและต้องการพัฒนาประเทศ ควรหาแนวทางร่วมกันในเรื่องเหล่านี้มากกว่าไปมองจุดเล็กๆ ที่เป็นความขัดแย้ง
ดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม
คุณสมศักดิ์ เวียงย่างกุ้ง เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ซึ่งทำงานในประเด็นแรงงานข้ามชาติกล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงาน ต่างชาติชาวเขมรทะลักเข้ามาทำงานในเมืองไทยจำนวนหลายแสนคนซึ่งไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่นอนได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาโดยผิดกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายในเรื่องแรงงานในประเทศไทยไม่มีความชัดเจน แรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ต้องลักลอบเข้ามา ทำงานรับจ้างในงานที่คนไทยไม่ทำแล้ว เช่นงานประมง คนทำงานบ้าน เป็นงานใช้แรงงานที่มีความเสี่ยงสูง อยู่ในสภาพไร้สวัสดิการ ถูกจับ ปรับ และถูกส่งกลับประเทศอยู่ตลอด
ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานแสดงทัศนะว่า หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับประเทศเพื่อนบ้านควรเริ่มจากการดูแลคนของประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาใช้แรงงานให้ดีกว่านี้ ในเรื่องความปลอดภัย สิทธิและสวัสดิการต่างๆ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้ามาแย่งงานคนไทย แต่มาช่วยทำงานที่คนไทยไม่ทำแล้ว และที่ผ่านมาสังคมมักเลือกปฏิบัติกับแรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงควรคำนึงถึงความเป็นธรรมในการอยู่ร่วมกันของคนทั้ง 2 ประเทศ สำหรับนักธุรกิจที่เข้าไปทำการค้าในกัมพูชาไม่ควรเข้าไปทำแบบกอบโกย ใช้ทรัพยากรโดยไม่ดูแลรักษา ทำลายระบบนิเวศน์ ซึ่งจะสร้างภาพลักษณ์และความรู้สึกที่ไม่ดีระหว่างกัน นอกจากนี้ควรทำความเข้าใจกันในเชิงวัฒนธรรมให้มากขึ้น
|
Comment by nat on 2008-11-10 13:51:25 เห็นด้วยกับการมองถึงปัจจุบันและมองถึงความสัมพันธ์เพื่อการอยู่ร่วมกันในอนาคตมากกว่าจะมาเถียงกันว่าของใครๆ หรือพื้นที่ประเทศไหนแค่ไหน ไม่อยากให้แบ่งแยก น่าจะหาแนวทางจัดการร่วมกันได้ และคงต้องยอมรับการปักปันเขตแดนตามสนธิสัญญาที่ว่า ซึ่งจะต้องทำแผนที่ร่วมกันออกมาให้เร็วที่สุด สังคมแบ่งแยกกันมากพอแล้ว พี่น้องกันทั้งนั้น ดีบ้าง ร้ายบ้างก็อภัยกันบ้าง ศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกัน และหาแนวทางช่วยกันพัฒนาชีวิตคนพัฒนาประเทศให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายจะดีกว่า...ขอร้อง | Please login or register to add comments |