|
มหิดลระดมศิลปินกันตรึมสานเสวนา การใช้ภาษาที่เหมาะสมในเพลงกันตรึมสมัยใหม่
คณะวิจัยมหิดลจัดเวทีให้กลุ่มศิลปินพื้นบ้านกันตรึม นักแต่งเพลง นักจัดรายการ และนักอนุรักษ์กว่า 50 คน ร่วมสานเสวนาเรื่องการใช้ภาษาที่เหมาะสมในเพลงกันตรึมสมัยใหม่ที่ออกอากาศทางสื่อ เริ่มจากสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน จากนั้นเปิดโอกาสให้ตัวแทนของกลุ่มกันตรึมโบราณและกันตรึม สมัยใหม่ได้ผลัดกันพูดและฟังกัน ในเบื้องต้นคิดตรงกันอยากให้เด็กรุ่นใหม่สืบทอดวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ เสนอให้ตั้งกรรมการที่รู้ภาษาถิ่นตรวจสอบภาษาก่อนเผยแพร่ และต้องการให้มีการพูดคุยอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม
โครงการแผนที่วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการสานเสวนา เรื่อง "วัฒนธรรมทางภาษาในเพลงกันตรึม : เส้นแบ่งระหว่างความสุภาพและความหยาบโลน" ในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2551 ที่โรงแรมทองเพกา อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกลุ่มศิลปินพื้นบ้านกันตรึม นักแต่งเพลง นักจัดรายการ และนักอนุรักษ์ มาร่วมงานอย่างคับคั่ง
ครั้งนี้ถือเป็นเวทีแรกที่เปิดโอกาสให้กลุ่มศิลปินกันตรึมทั้งเก่าและใหม่ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องได้มาร่วมพูดคุยในเรื่องที่เป็นความคับข้องใจของหลายๆ ฝ่าย ทั้งกลุ่มนักอนุรักษ์วัฒนธรรม กลุ่มคนที่ห่วงใยภาษาซึ่งมีความไม่สบายใจเรื่องภาษาในเพลงที่มีความก้ำกึ่งระหว่างความสนุกสนานและความหยาบโลน และกลุ่มศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง ตลอดจนนักจัดรายการเพลง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกโจมตีในฐานะที่อยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่สื่อ ก็มีความอึดอัดใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งทางความคิดเห็นหลายด้าน ทางผู้จัดจึงใช้กระบวนการของการสานเสวนา เริ่มจากกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ ความรู้สึกที่ดี ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้ทุกคนทลายกำแพง และเปิดใจพร้อมที่จะรับฟังคนอื่น จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้พูดทีละคน ในประเด็นสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นและนำเสนอแนวทางแก้ไข ขณะที่คนหนึ่งพูดคนอื่นจะต้องฟังอย่างตั้งใจ โดยไม่โต้แย้ง มีการแบ่งผู้ร่วมสานเสวนาเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มกันตรึมโบราณ และกลุ่มกันตรึมประยุกต์ รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ที่เป็นผู้สังเกตการณ์
โดยสรุปบรรยากาศการพบกันในครั้งแรกเป็นไปได้ด้วยดี มีการพูดและฟังซึ่งกันและกัน ได้คลี่คลายความไม่สบายใจของทุกฝ่ายไปในระดับหนึ่ง จากการพูดคุยพบว่า ผู้เข้าร่วมทุกคนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกันตรึมโบราณหรือกลุ่มกันตรึมประยุกต์ ต่างเห็นถึงคุณค่าของกันตรึมโบราณ ยอมรับในเรื่องภาษาที่มีความเป็นศิลปะ และมีความต้องการเหมือนกันที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรมให้สืบทอดไปถึงลูกหลาน ในส่วนของสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไข ทั้ง 2 ฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย กลุ่มกันตรึมสมัยใหม่บางส่วนเห็นว่า ภาษาที่ใช้ไม่ได้หยาบ อาจแค่เฉียด และยังไม่มีความชัดเจนว่าอะไรหยาบ อะไรไม่อยาบ เพราะทัศนะของคนต่อภาษาในเพลงหนึ่งๆ ก็แตกต่างกัน เพลงกันตรึมโบราณจะเน้นภาษาที่สละสลวย มีการเปรียบเทียบ เปรียบเปรย ส่วนภาษาในปัจจุบันจะค่อนข้างตรงไปตรงมา ทันกับเหตุการณ์ อาจมีสนุกสนานคลายเครียด ที่อาจจะมีไม่ถูกกาลเทศะบ้าง แต่ถ้าคนฟังรับไม่ได้ก็จะได้รับการท้วงติง ค่ายเทปก็จะมีการปรับตัวตาม โดยคิดว่าทั้งนักร้อง คนแต่งเพลง ค่ายเพลง ควรมีส่วนที่จะรับผิดชอบตรงนี้ ให้คนฟังสามารถฟังได้อย่างสบายใจ
ศิลปินกันตรึมชื่อดังอย่างคงคย หรือนายคง มีชัย กล่าวว่า "ที่ผ่านมาถูกโจมตี โดยไม่มีโอกาสอธิบาย งานเพลงที่ทำไป ทำไปด้วยความสามารถเฉพาะตัว เมื่อนำเสนอได้ก็ได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ไม่เคยได้เรียนรู้ เรื่องวิสัยทัศน์ จิตสำนึก จึงต้องการคนกลางที่จะเป็นที่พึ่งสามารถตอบคำถามตรงนี้แทนได้ ปัจจุบันในงานเพลงก็พยายามคิดใช้ภาษาที่โดนใจวัยรุ่น แต่ไม่หยาบ เป็นการสร้างวัฒนธรรมการใช้ภาษาที่ดีให้กับวัยรุ่นด้วย เพราะเด็กรุ่นใหม่ก็มีการใช้ภาษาเปลี่ยนไปมาก" น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ หรือนางสำรวม ดีสม ครูและศิลปินกันตรึมชื่อดังของสุรินทร์ กล่าวว่า การใช้ภาษาหยาบโลนในเพลงเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว มักใช้เล่นเวลาช่วงกลางคืน ดึกๆ เพื่อเรียกคน แต่ไม่มีการนำมาบันทึก จึงทำให้ไม่มีปัญหา แต่เมื่อปัจจุบันมีการนำเพลงออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งซีดี วิทยุ ทำให้ต้องพูดถึงความเหมาะสมของการใช้ภาษา จึงอยากให้ศิลปินพยายามทำความเข้าใจกับภาษาที่จะใช้แต่งเพลง ให้คิดก่อนว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ดูภาษาให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่จะสื่อ แจ่มจันทร์ วันเพ็ญ หรือน.ส.ประหยัด ประยงค์หอม ศิลปินกันตรึมหญิงอีกท่านหนึ่งที่สืบทอดเชื้อสายดนตรีมาแต่รุ่นพ่อ เสนอว่า อยากจะให้มีการใช้ภาษาโบราณที่มีความสุภาพ แต่ก็สามารถประยุกต์ขึ้นใหม่ได้ โดยต้องหาแนวทางการสื่อสารที่เหมาะสมว่าจะเป็นอย่างไร เพราะอยากจะให้วัฒนธรรมนี้สืบทอดต่อไป และควรมีการตรวจสอบภาษาก่อนที่จะเผยแพร่ด้วย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเรื่องการใช้ภาษาที่เหมาะสมในเพลงกันตรึมซึ่งปัจจุบันออกเผยแพร่ผ่านสื่อเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายตระหนักว่าจะต้องการมีการหาแนวทางแก้ไข เพื่อที่จะทำให้กันตรึมสืบทอดต่อไปได้ โดยสามารถประยุกต์ให้เข้ายุคสมัยปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมทั้งการใช้ภาษาและการแต่งกาย โดยที่ประชุมมีข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ต้องการให้มีการตั้งกรรมการที่มีความรู้ด้านภาษาท้องถิ่นเพื่อจะตรวจสอบภาษาก่อนที่จะออกเผยแพร่ นอกจากนี้ยังต้องการให้มีเวทีพูดคุยในระหว่างกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างเครือข่าย และร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมต่อไป |